ปลูกฟักทอง ลงทุน 3 พันขาย 1 หมื่นต่อไร่


   นายนรินทร์ เอ้งฉ้วน อาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.) ต้นแบบ ตำบลบางสัก อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง ปี 2560 เป็นเกษตรกรที่ปลูกฟักทองพันธุ์ทองอำไพ 426 ในพื้นที่จำนวน 90 ไร่

   ได้ใช้ต้นทุนในการทำการผลิตไร่ละ 3,000 บาท และเก็บผลผลิตออกจำหน่ายได้ตกไร่ละ 10,000 บาท โดยมีตลาดรองรับผลผลิตที่แน่นอน เป็นอีกหนึ่งแบบอย่างของการทำการผลิตที่ใช้แนวทางในการลดต้นทุน ยังผลให้ผลประกอบการมีกำไร

   สำหรับฟักทองนั้นแบ่งออกเป็น 2 ตระกูล ตระกูลแรกก็คือ ตระกูลฟักทองอเมริกัน ผลใหญ่ เนื้อยุ่ย และตระกูลสควอช ซึ่งได้แก่ฟักทองไทยและฟักทองญี่ปุ่น โดยฟักทองไทยนั้น ผิวของผลขณะยังอ่อนจะเป็นสีเขียว เมื่อแก่แล้วจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองสลับเขียว ผิวมีลักษณะขรุขระเล็กน้อย เปลือกจะแข็ง เนื้อด้านในเป็นสีเหลือง พร้อมด้วยเมล็ดสีขาวแบน ๆ ติดอยู่

   ในการเพาะปลูกเกษตรกรจะเริ่มต้นด้วยการเตรียมดิน เตรียมหลุมขุดโดยจะขุดหลุมขนาดกว้าง 1 เมตร ยาว 1 เมตร ลึก 30 เซนติเมตร แล้วตากแดดไว้ 3 วัน ในระหว่างนั้นทำการเตรียมเมล็ดพันธุ์ด้วยการนำไปแช่น้ำอุ่น ที่ 45 องศา นาน 2 ชั่วโมง แล้วนำมาห่อด้วยผ้า 48 ชั่วโมง จากนั้นนำเมล็ดที่งอกแล้วหรือที่เกษตรกรเรียกว่าแตกตาขาวไปหยอดหลุมที่เตรียมไว้ หลุมละ 2 เมล็ด ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการปลูกคือช่วงเดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์

   หลุมปลูกรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักระยะปลูก 2–2.5 เมตร ใน 7 วันแรกรดน้ำวันละ 1 ครั้ง ใช้สารป้องกันกำจัดแมลง เช่น จิ้งหรีด และแมลงเต่าทอง อายุ 1 เดือนหลังจากปลูกดูแลแปลงปลูกด้วยการตัดยอดฟักทอง ประมาณ 45–50 วัน ฟักทองจะเริ่มออกดอกและผสมเกสรได้แล้ว

    การผสมเกสรช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ 06.00–08.30 . จำนวนการผสมเกสรใน 1 เถาว์ ผสมประมาณ 1–2 ดอก และหากดอกที่ 1 ไม่ติด ก็จะผสมเกสรดอกที่ 2 และที่ 3 ต่อ การสังเกตว่าติดผลหรือไม่ เกษตรกรจะดูจากสีและขนาดของผล คือผลที่ติดจะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว สีจะเขียวสด ไม่เหี่ยวอายุนับจากปลูกถึงเก็บเกี่ยว 75–85 วัน

    ในการให้น้ำจะให้โดยใช้การตักรดแต่ละหลุม โดยให้น้ำทุกวันหรือวันเว้นวัน วันเว้นสองวัน กำจัดวัชพืชและแมลงเป็นประจำ

     ส่วนปัญหาและอุปสรรคพร้อมทั้งโรคที่ส่งผลต่อการผลิต คือ โรคราน้ำค้าง โรคราแป้ง ราสนิม ศัตรูที่สำคัญ คือ หนู

     ฟักทองนับเป็นผลผลิตจากพืชที่อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุมากมายที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 วิตามินบี 5 วิตามินบี 6 วิตามินซี วิตามินอี ฟอสฟอรัส แคลเซียม โพแทสเซียม โซเดียม แมงกานีส เหล็ก ซิงค์ เป็นต้น

    และยังเป็นอาหารเพื่อสุขภาพของผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก ด้วยฟักทองมีกากใยที่สูง มีแคลอรีและไขมันน้อย เพียงแค่รับประทานฟักทองหนึ่งถ้วยหรือ 3 กรัม จะทำให้ร่างกายรู้สึกอิ่มได้นานขึ้น

    ด้วยเหตุนี้ฟักทองจึงที่เป็นต้องการของตลาดอย่างต่อเนื่องตลอดมา และยังผลให้ตลาดฟักทองดีอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี.