“รมช.ยักษ์”มอบหม่อนไหมทำแผนเพิ่มจำนวนเกษตรกรปลูกหม่อนเลี้ยงไหม

“รมช.ยักษ์”มอบหม่อนไหมทำแผนเพิ่มจำนวนเกษตรกรปลูกหม่อนเลี้ยงไหมหวั่นสูญ นำร่อง ต.ปะอาว จ.อุบลฯ เพิ่มสัดส่วนเกษตรกรเลี้ยงไหมอีก 10% ต่อปี พร้อมลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าโครงการส่งเสริมเกษตรอินทรีย์เชื่อมโยงตลาดขึ้นห้างเซ็นทรัล

          วันนี้ (30 ธ.ค.60) ดร.วิวัฒน์  ศัลยกำธร  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดอุบลราชธานี เพื่อเป็นประธานในพิธีเปิดงาน  “ชิมหม่อน   ชมไหม ส่งสุขปีใหม่ 2561”  ซึ่งจัดขึ้นโดยกรมหม่อนไหม ณ หอประชุมองค์การบริหารส่วนตำบลปะอาว อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินโครงการ “เกษตรกรได้รับ ประชาชนได้รู้ คืนความสุขสู่คนไทย จากใจกระทรวงเกษตรและสหกรณ์” โดยมอบหมายให้หน่วยงานในสังกัด ร่วมจัดกิจกรรมเพื่อเป็นการคืนความสุขให้กับเกษตรกรและประชาชนทั่วไปในช่วงเทศกาลปีใหม่ตามนโยบายของรัฐบาลและกระตุ้นการใช้จ่ายเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในช่วงเทศกาลปีใหม่   ซึ่งกรมหม่อนไหมได้จัดงาน“ชิมหม่อน ชมไหม ส่งสุขปีใหม่ 2561”  ขึ้นระหว่างวันที่ 30 ธันวาคม 2560- 2 มกราคม 2561 ณ ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ 21 ศูนย์ ทั่วประเทศ และจัดให้มีการเปิดตัวโครงการขึ้นในวันนี้ โดยโครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อคืนความสุขให้กับเกษตรกรและประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่ สร้างแหล่งเรียนรู้ศึกษาดูงานด้านหม่อนไหมให้ผู้ที่สนใจ และยังเป็นการประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์หม่อนไหมที่มีคุณภาพ ช่วยเพิ่มช่องทางการตลาดให้สินค้าหม่อนไหม

           “กิจกรรมดังกล่าวนอกจากเป็นการคืนความสุขให้กับประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่แล้ว ยังเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ซึ่งในปัจจุบันพบว่ามีเกษตรกรปลูกหม่อนเลี้ยงไหมทั่วประเทศเพียง 80,000 ราย ดังนั้น กระทรวงเกษตรฯ ได้มอบหมายให้กรมหม่อนไหมจัดทำแผนเพิ่มจำนวนเกษตรกรผู้ปลูกหม่อมเลี้ยงไหมให้แก่เกษตรกรโดยเป็นแผนยุทธศาสตร์ 20 ปี มีเป้าหมายเพิ่มจำนวนเกษตรกรไม่ต่ำกว่า 5 %/ปี หรือคิดเป็นจำนวนเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเพิ่มขึ้นเป็น 850,000 รายในอีก 20 ปีข้างหน้า โดยที่ ต.ปะอาว เกษตรกรมีการรวมกลุ่มกันอย่างเข้มแข็งและมีสัดส่วนเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเพิ่มขึ้น โดยมีเป้าหมายเพิ่มจำนวนเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมถึง 10% /ปี ซึ่งจะส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกร วิถีชีวิตและภูมิปัญญาการผลิตไหมไทยไม่ให้สูญหาย รวมถึงการเพิ่มทางเลือกให้กับเกษตรกรโดยเฉพาะการปลูกหม่อนที่เป็นพืชที่มีความแข็งแรง ต้านทานในทุกสภาพอากาศได้เป็นอย่างดี”ดร.วิวัฒน์ กล่าว

           

ส่วนในช่วงบ่ายดร.วิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ได้เดินทางต่อไปยังบ้านวังอ้อ ต.หัวดอน อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี เพื่อเปิดป้ายกลุ่มเกษตรอินทรีย์วิถีไทย ณ ศูนย์พุทธรรมพรหมวชิรญาณ วัดป่าใหญ่วังอ้อ พร้อมตรวจเยี่ยมกิจกรรมตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง โคก หนอง นา โมเดล พบปะเกษตรกรเครือข่ายเกษตรอินทรีย์วิถีไทยและกลุ่มเซ็นทรัลกรุ๊ป และท็อปซุปเปอร์มาร์เก็ต ซึ่งเป็นภาคเอกชนที่รับซื้อผลผลิตโดยตรงจากเกษตรกรไปจำหน่าย ณ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล พลาซ่า จ.อุบลราชธานี