วันเกษตรแห่งชาติ ประจำปี 2561

การจัดงานวันเกษตรแห่งชาติ ประจำปี 2561 ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะอยู่ภายใต้แนวคิด “ศาสตร์พระราชา พัฒนาเกษตรไทย 4.0” เป็นการเทิดพระเกียรติและเผยแพร่ศาสตร์พระราชา โดยทั้ง 22 หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะนำผลงานที่ได้น้อมนำศาสตร์พระราชาที่เกี่ยวข้องกับงานด้านการเกษตรที่ผ่านการวิจัยและพัฒนาต่อยอดเป็นผลงานนวัตกรรมนำมาจัดแสดงและให้ความรู้เกษตรกรและประชาชนผู้สนใจ ซึ่งภายในงานจะมีไฮไลท์สำคัญ คือ การจัดแสดงนิทรรศการศาสตร์พระราชา พัฒนาเกษตรไทย 4.0 ได้มีการจัดทำ คิวอาร์โค๊ด สำหรับให้ผู้เข้าชมงานได้รับทราบข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับผลงานที่แต่ละหน่วยงานนำมาจัดแสดง และการจัดงานจะแบ่งออกเป็น 4 โซน ประกอบด้วย

—–ศาสตร์พระราชาด้านพืช—–
กรมวิชาการเกษตร ไฮไลท์สำคัญที่จัดแสดง เช่น จัดแสดงโดรนเพื่อเกษตรอินทรีย์ ซึ่งเป็นการวิจัยอากาศยานไร้คนขับ (Drone) สำหรับเกษตรอินทรีย์ตามยุทธศาสตร์ Thailand 4.0 โดยได้รับรางวัลชนะเลิศ การประกวด UAV 2017 ด้านการเกษตร จาก สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ
อากาศยานไร้คนขับพ่นสารเกษตร เป็นผลงานวิจัยและพัฒนาของสถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม กรมวิชาการเกษตร เพื่อรองรับยุทธศาสตร์ Thailand 4.0 มีคุณสมบัติเด่น คือ โดรนทำงานได้รวดเร็ว กว่าแรงงานคนมาก ทำให้ใช้เวลาทำงานน้อย เพียง 4-5 นาที/ไร่ หรือ 40-45ไร่/วัน และบินได้สูงถึง 30 เมตร จึงเหมาะที่จะนำไปใช้งานในพื้นที่เกษตรแปลงเล็ก และแปลงใหญ่ ต้นพืชเตี้ย หรือต้นสูง หรือใช้งานในลักษณะรวมกลุ่มของเกษตรกร โดยใช้พ่นสารชีวภัณฑ์ เช่น บีที ฮอร์โมนพืช น้ำส้มควันไม้ หรือ ปุ๋ยน้ำ

—–ศาสตร์พระราชาด้านดิน—–
สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร (ส.ป.ก.) ไฮไลท์สำคัญที่จัดแสดง เช่น พระอัจฉริยะภาพด้านการบริหารจัดการน้ำ โดยเฉพาะการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่การเกษตรที่มีน้ำน้อย นวัตกรรมย้อนกลับ การแกล้งดิน เพื่อแก้ปัญหาสภาพดินเปรี้ยว ด้วยวิธีการควบคุมการให้น้ำผ่านหินปูนฝุ่น การปรับปรุงดินให้สามารถใช้ประโยชน์ทางการเกษตรอย่างยั่งยืน

—–ศาสตร์พระราชาด้านน้ำ—–

กรมประมง-ไฮไลท์สำคัญที่จัดแสดง เช่น ธนาคารปูไข่โซล่าเซลล์ หมายถึง การทำธนาคารปูม้าไข่แบบโรงเรือนที่นำแม่ปูม้าไข่แก่ใส่ถังพลาสติก หรือนำปูม้าไข่แก่มาปัดไข่ออกจากจับปิ้งใส่ถังพลาสติก พร้อมใช้กระแสไฟฟ้ากับปั๊มลม เพื่อผลิตอากาศตลอดระยะเวลาจนกระทั่งแม่ปูม้าเขี่ยไข่ หรือไข่ฟักเป็นปูม้าวัยอ่อน โดยกระบวนดังกล่าวจะใช้กระแสไฟฟ้า ทำให้เกิดค่าใช้จ่ายในการใช้กระแสไฟฟ้า และทำให้เกิดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ประมาณ 3.87 กิโลกรัมCO2 ต่อวัน ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดปรากฏการณ์โลกร้อนหรือภาวะเรือนกระจกในปัจจุบัน จึงหันมาใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในการผลิตกระแสไฟฟ้าทดแทนไฟฟ้าแบบเดิม โดยสามารถช่วยลดปัญหาการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ วันละ 3.87 กิโลกรัมคาร์บอน/ธนาคารปู/วัน หรือ 1,412.55 กิโลกรัมคาร์บอน/ธนาคารปู/ปี ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดภาวะเรือนกระจก (Greenhouse effect) หรือโลกร้อน จากการสร้างก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่ถูกปลดปล่อยไปสะสมอยู่ชั้นบรรยากาศของโลก ดังนั้นธนาคารปูที่ดาเนินการจักได้เป็น “ธนาคารปูสีเขียว” และลดค่าใช้จ่ายในการทำธนาคารปูไข่ ด้านการใช้พลังงานไฟฟ้าสำหรับเครื่องให้อากาศ และเครื่องสูบน้ำ ประมาณ 26 บาทต่อวัน หรือ 9,490 บาทต่อปี รวมทั้งช่วยเสริมสร้างความเข้าใจแก่ชาวประมงในการใช้ประโยชน์ทรัพยากรปูม้า และความรับผิดชอบในการบริหารจัดการทรัพยากรปูม้าร่วมมือในการอนุรักษ์ และเพิ่มทรัพยากรปูม้าในแหล่งน้ำธรรมชาติให้เกิดความยั่งยืน

กรมชลประทาน- ไฮไลท์สำคัญที่จัดแสดง เช่น นวัตกรรมหมุด QR Code คือ การนำเทคโนโลยี QR Code มาประยุกต์ใช้ร่วมกับระบบฐานข้อมูลโครงข่ายหมุดหลักฐาน เพื่อใช้เป็นหมุดที่บอกค่าพิกัด และค่าระดับความสูงเหนือน้ำทะเลปานกลาง (รทก.) ใช้อ้างอิงในการบริหารจัดการน้ำและการดำเนินโครงการชลประทานต่างๆ ผ่านทางสมาร์ทโฟน ในApplication Line หรือ Application QR Code reader ต่างๆ โดยจะช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงข้อมูลของโครงการชลประทานได้อย่างสะดวกรวดเร็วและเป็นสากล รวมทั้งช่วยลดขั้นตอนและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานมากขึ้น ซึ่งเป็นผลงานวิจัยและพัฒนาของสำนักสำรวจด้านวิศวกรรมและธรณีวิทยา

—–ศาสตร์พระราชาด้านส่งเสริมอาชีพ—–
กรมส่งเสริมการเกษตร-ไฮไลท์สำคัญที่จัดแสดง เช่น ผลิตภัณฑ์จาก Young Smart Farmer Farm shop ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนด้านการตลาดสินค้าและผลิตภัณฑ์แปรรูปการเกษตรของ Young Smart Farmer ให้ได้เรียนรู้ด้านการตลาด การสร้างรายได้ และเกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับชุมชน โดยการขับเคลื่อนของเกษตรกรรุ่นใหม่ที่มีอายุระหว่าง 17 – 45 ปี มุ่งเน้นกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และการสร้างเครือข่าย โดยให้เกษตรกรเป็น “ศูนย์กลางการเรียนรู้และออกแบบการเรียนรู้ด้วยตนเอง” เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรเป็น “ผู้จัดการเรียนรู้” มีเป้าหมายหลักในการพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ ให้สามารถทดแทนเกษตรกรผู้สูงอายุ และสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรรุ่นใหม่หันมาประกอบอาชีพเกษตรกรรม ปัจจุบันมีเกษตรกรรุ่นใหม่เข้าร่วมเป็นสมาชิก Young Smart Farmer แล้วจำนวน 6,806 ราย และผ่านการประเมินคุณสมบัติเป็น Young Smart Farmer จำนวน 5,477 รายทั่วประเทศ

กรมหม่อนไหม-ไฮไลท์สำคัญที่จัดแสดง เช่น จัดแสดงกี่ทอผ้าไหมแบบไม่ลอกกาว กระเป๋าผ้าไหมเปลี่ยนสีตามอุณหภูมิ เป็นการนำนวัตกรรมมาผสมผสามต่อยอดเป็นผลงานของฅญาบาติก “กี่ต้นแบบทอมืออัตโนมัติ” โดยกรมหม่อนไหม ร่วมกับกลุ่มจังหวัดนครชัยบุรินทร์ และสวทช. เป็นผู้สนับสนุน โดยกี่ต้นแบบทอมืออัตโนมัตินี้ เป็นกี่ทอผ้าที่ติดตัวระบบคลายเส้นยืนและม้วนเก็บผ้าได้เองในระหว่างการทอ เช่นเดียวกับเครื่องทอผ้าในอุตสาหกรรม เป็นกี่ทอผ้าที่ได้รับการพัฒนาจาก สวทช. มาใช้ต่อยอดโดยการนำเส้นไหมดิบสีเหลือง มาขึ้นทอบนกี่ดังกล่าว เพื่อให้ได้เนื้อผ้าที่มีความแน่นสม่ำเสมอ ไม่เกิดอาการหนาบางในขณะทอเช่นกี่ปกติทั่วไป หลังจากได้ผ้าที่มีความหนาแน่นสม่ำเสมอแล้ว ยังสามารถนำมาพัฒนาต่อยอดแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์กระเป๋า ในรูปแบบของ ฅญาบาติก โดยเป็นการนำผ้าไหมดิบสีเหลืองทอมือมาทำบาติกโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการฟอกย้อม เป็นการลดปริมาณของเสียของน้ำไปอีกหนึ่งกระบวนการ และเมื่อนำผ้าไหมที่ได้ไปเขียนลายบาติก จะทำให้เกิดเทกเจอร์ใหม่ของพื้นผิวเส้นใยไหมไทยทอมือ และเพิ่มลูกเล่นด้วยสีแปรเปลี่ยนตามอุณหภูมิ ร้อนและเย็น หรือ Collection Bag โดยอธิบดีกรมหม่อนไหมร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ลงนามเป็นที่ระลึกลงบนผืนผ้าในกี่ทอมือต้นแบบอัตโนมัติ และมอบกระเป๋าจากเส้นไหมดิบสีเหลืองทอมือที่ใช้นวัตกรรมเปลี่ยนสีตามอุณหภูมิร้อน-เย็นใบแรกของประเทศไทยให้กับอธิบดีกรมหม่อนไหมด้วย
ในส่วนของสไบคอลลาเจน จากกลุ่มหัตถศิลป์ชุมชนโนนตูม สินค้าใหม่ล่าสุด.Serina Silk Protein สะไบไหมขัดผิว(ขัดหลัง)เคลือบคอลลาเจนจากปลาทะเลน้ำลึก สามารถขจัดคราบไคลได้เป็นอย่างดี จากเส้นใยไหมแท้ 100 % มีกรดอะมิโน 18 ชนิด พร้อมบำรุงผิวในตัวด้วยคุณค่าจากโปรตีนไหมและคอลลาเจน ความยาว 180 ซม.กว้าง 14 นิ้ว รวมความยาวพร้อมชายครุย 2 เมตร และสามารถใช้ได้หลายครั้งจนกว่าโปรตีนจะออกหมด โปรตีนจะซึมเข้าผิวเราทันที จากนั้นใช้จนเส้นใยนิ่มนำมาเป็นผ้าพันคอ ผ้าไหมได้อีกด้วย สีเหลืองอ่อนธรรมชาติ ลดโลกร้อน ลดของเสีย ซึ่งได้มีการจดลิขสิทธิ์การออกแบบผลิตภัณฑ์ กับกระทรวงพาณิชย์เรียบร้อยแล้ว

 

กรมปศุสัตว์-ไฮไลท์สำคัญที่จัดแสดง เช่น น้อมนำศาสตร์พระราชาพัฒนาปศุสัตว์ 4.0 โคนมอาชีพพระราชทาน และผลผลิตปศุสัตว์ 4.0 ได้มีการพัฒนารูปแบบการจัดการอาหารโคนม โดยการใช้ต้นข้าวโพดพร้อมฝักหมักที่จัดเป็นอาหารหยาบคุณภาพดี สามารถนำไปใช้เลี้ยงโคนมเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตน้ำนมได้เป็นอย่างดี โดยพัฒนาเป็นอาหารทีเอ็มอาร์ สูตรคอร์นไซเลจ C16 สำหรับโครีดนม ประกอบด้วย ข้าวโพดพร้อมฝักหมัก ร่วมกับอาหารข้นโปรตีนร้อยละ 30 สัดส่วน 6:1 (มีคุณค่าทางโภชนะ โปรตีนไม่น้อยกว่าร้อยละ 16 ทีดีเอ็นร้อยละ 68) พบว่า สามารถลดต้นทุนค่าอาหารต่อการผลิตน้ำนม 1 กก. จาก 11.08 บาท ลงเหลือ 9.80 บาท (ลดลงคิดเป็นร้อยละ 10) ตลอดจนสามารถเพิ่มผลผลิตน้ำนมเฉลี่ยต่อวันจาก 12 กก. เพิ่มขึ้นเป็น 15 กก. (เพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 25) เมื่อเทียบกับการให้อาหารแบบเดิมของเกษตรกร ดังนั้นการใช้อาหารทีเอ็มอาร์เป็นการพัฒนาอาหารโคนม 4.0 เป็นผลงานจากสำนักพัฒนาอาหารสัตว์

สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว- ไฮไลท์สำคัญที่จัดแสดง เช่น เรียนรู้พระเกียรติคุณและพระอัจฉริยภาพกษัตริย์เกษตร ผ่านภาพยนตร์ 2 มิติ ในโรงภาพยนตร์เคลื่อนที่ ขนาด 30 ที่นั่ง