ศรแดง 35ปี พลิกวงการเมล็ดพันธุ์ผัก

ศรแดง 35ปี พลิกวงการเมล็ดพันธุ์ผัก เปิดตัว Go Grow ซองผักรูปแบบใหม่ มีคู่มือปลูก เน้นขายคนเมือง-เกษตรกรรายย่อย-เกษตรมือใหม่ หวังรายได้ทะลุ 1,150 ล้านบาท พร้อมลุยตลาดออนไลน์-พัฒนาพันธุ์ผักพื้นบ้าน ทนแล้ง ทานโรค ไม่พึ่งพา จีเอ็มโอ


ได้รับเกียรติจาก ฯพณฯ พอล เม้งเฟล อุปฑูตเนเธอร์แลนด์ (ยืนช้าย)

นายวิชัย เหล่าเจริญพรกุล ผู้จัดการทั่วไป บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด จำกัด กล่าวว่า บริษัทเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ผักอันดับ 1 ภายใต้แบรนด์ “เมล็ดพันธุ์ผักตราศรแดง” ซึ่งในปี 2560 นี้ บริษัทครบรอบ 35 ปี ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาบริษัทมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับเกษตรกรในทุกระดับ โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อย บริษัทมีเจ้าหน้าที่คอยให้คำปรึกษาด้านการปลูกผัก แก้ปัญหา และให้ความช่วยเหลือเกษตรกรครอบคลุมทั่วทุกพื้นที่ในประเทศไทย และด้วยเมล็ดพันธุ์ที่บริษัททุ่มเทวิจัย และการคัดเลือกสายพันธุ์อย่างจริงจัง เพื่อให้ได้ผลผลิตที่ตรงกับความต้องการของตลาด และได้ผลผลิตต่อไร่ดี มีความทนทานต่อสภาวะอากาศ โรคและแมลงต่างๆได้ จึงทำให้เมล็ดพันธุ์ผักตราศรแดงครองใจเกษตรกรไทยตลอด 35 ปี


ได้รับความสนใจมาก

และในโอกาสครบรอบ 35ปี บริษัทได้เฉลิมฉลองภายใต้สโลแกนว่า “เพาะด้วยใจ…ให้ยั่งยืน” หรือ (Growing opportunity) และได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ Go Grow ซองเมล็ดพันธุ์ผักรูปแบบใหม่ พร้อมเปิดตัวเมล็ดพันธุ์ผักพื้นบ้านไทย จำนวน 35 ชนิด โดยหวังเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่อาศัยในเมือง และกลุ่มเกษตรกรรายย่อย เพื่อเพิ่มสัดส่วนรายได้สินค้าบรรจุซองเพิ่มเป็น 20% มูลค่า 230 ล้านบาท โดยที่กลุ่มสินค้าเพื่อการค้าคาดว่าจะมีสัดส่วนรายได้ 80% มูลค่า 920 ล้านบาท โดยรายได้รวมทั้งปีจะเติบโตเป็น 1,150 ล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ 15% จากปีก่อนที่มีรายได้รวมประมาณ 1,000 ล้านบาท

 

“การเติบโตของธุรกิจเมล็ดพันธุ์ผักของประเทศไทย ในรอบปีที่ผ่านมามีมูลค่าตลาดถึง 2,100 ล้านบาท ซึ่งเมื่อเทียบกับ 5 ปีที่แล้วตลาดขยายตัวมากกว่า 15% (เฉลี่ยเติบโต 3% ต่อปี) เนื่องจากความต้องการของผู้บริโภคผักของตลาด ซึ่งเป็นอาหารหลักของคนไทยเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง จึงทำให้มั่นใจว่าในปี 2560 บริษัทจะยังคงรักษาความเป็นผู้นำยอดขายอันดับ 1 ในตลาดเมล็ดพันธุ์ผักเหมือนที่ผ่านมาได้”

กลยุทธ์สำคัญที่ทำให้ประสบความสำเร็จในปี 2559 ที่ผ่านมา คือ “บริษัทได้ทำการรับมือปัญหาภัยแล้งที่เป็นผลกระทบใหญ่ต่อการชะลอการปลูกของเกษตรกร ด้วยการออกแคมเปญ พืชน้ำน้อย จากร้อยสู่ล้าน  หรือ (Grow with the Drought ) เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาปลูกผักบางชนิดที่ใช้ปริมาณน้ำน้อยทดแทนและเป็นทางเลือกเพิ่มรายได้ ซึ่งถือว่าบริษัทประสบความสำเร็จในแคมเปญนี้เป็นอย่างมาก ทำให้ยอดขายปี 2559 สูงกว่าปี 2558 ถึง 13%  และสูงกว่าเป้าที่ตั้งไว้ 5% จึงทำให้ยอดขายในปี 2559 สูงสุดในประวัติการณ์

สำหรับปี 2560  บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีดฯ มีกลยุทธ์ทางการตลาดที่เข้มข้นตรงเป้าหมาย เริ่มต้นจากการแบ่งกลุ่มลูกค้าเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มเกษตรกรปลูกผักมืออาชีพ หรือเพื่อการค้า (Professional Farming) 2.กลุ่มเกษตรกรขนาดย่อม (Home Farming) และ3.กลุ่มปลูกผักรับประทานในครัวเรือน (Home Gardening) ซึ่งในปี 2559 ที่ผ่านมาบริษัทมียอดขายส่วนใหญ่สูงถึง 85% ในกลุ่มปลูกเพื่อการค้า โดยมีสินค้าหลัก คือ กลุ่มแพ็กเกจแบบกระป๋องและแบบถุงใหญ่ และมียอดขาย 15% ในกลุ่มซองเล็ก ซึ่งมียอดขายมาจากเกษตรกรรายย่อย และกลุ่มปลูกผักรับประทานในครัวเรือนรวมกัน ซึ่งใน 2 กลุ่มหลังนี้ บริษัทได้ตัดสินใจทำการตลาดอย่างจริงจังในปี 2560 เนื่องจากมองเห็นแนวโน้มการเติบโตของกลุ่มสินค้าที่เป็นรายย่อยอย่างต่อเนื่อง มากถึง 10% เมื่อเทียบกับปี 2558-2559  ด้วยการออกสินค้าใหม่ที่เรียกว่าผลิตภัณฑ์ Go Grow


ซองเมล็ดพันธุ์ผักรูปแบบใหม่

กลุ่มผลิตภัณฑ์ Go Grow เป็นการพลิกประวัติศาสตร์ผลิตภัณฑ์เมล็ดพันธุ์ในประเทศไทย โดยศรแดงเป็นรายแรกที่ออกผลิตภัณฑ์ที่มีคู่มือวิธีการปลูก การให้ปุ๋ย และการป้องกันโรคและแมลงแบบเข้าใจง่ายๆ แนะนำอยู่ข้างซอง ซึ่งจะทำให้ปลูกง่ายเหมาะกับเกษตรกรมือใหม่ ตามแนวคิดที่ว่า “ใครๆ ก็ปลูกได้”  พร้อมดีไซน์ซองผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ มีอลูมิเนียมฟรอยด์ด้านใน ซึ่งเป็นตัวป้องกัน UV จากภายนอก ทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมสำหรับเมล็ดพันธุ์ได้ ทำให้เมล็ดพันธุ์คงความสมบูรณ์ได้ยาวนานกว่าเดิม ตอบโจทย์กลุ่มเกษตรรายย่อย และกลุ่มปลูกรับประทานในครัวเรือน”

จากการออกผลิตภัณฑ์ดังกล่าว คาดว่าจะทำให้ยอดขายของบริษัทเพิ่มขึ้น แม้ว่าจะต้องปรับราคาขายจากซองละ 20 บาทเป็นซองละ 25 บาท และได้เพิ่มช่องทางจำหน่ายผ่านตลาดออนไลน์ ทั้ง www.lazada.com , www.Talad.com และ ร้านโกลเด้นเพลส

  
แปลงสาธิตปลูกผักพื้นบ้าน

นอกจากนี้ บริษัทมีความตั้งใจที่จะตอบแทนคนไทย ด้วยการช่วยอนุรักษ์สายพันธุ์ผักพื้นบ้านที่เป็นผักท้องถิ่นในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศไทย ให้คนไทยได้มีโอกาสปลูกรับประทานจากเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพ และมาตรฐานที่เชื่อถือได้ บริษัทจึงเปิดตัวแนะนำผลิตภัณฑ์ผักพื้นบ้านจำนวน 35 ชนิด เป็นการฉลองครบรอบ 35 ปีในปีนี้

(รายละเอียด ผักพื้นบ้าน 35 ชนิด อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://goo.gl/ydYAqH)


ตัวอย่างผักพื้นบ้านที่นำมาโชว์ พร้อมกับซองผักรูปแบบใหม่

ทางด้าน มร.เบริ์ท แวน เดอร์ เฟลท์ช ประธานกรรมการบริการกลุ่มบริษัทอีสท์ เวสท์ ซีดฯ ได้กล่าวย้ำถึงพันธกิจสำคัญของบริษัทตลอดระยะเวลา 35 ปีที่ผ่านมา คือการเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรรายย่อย ที่เป็นผู้ผลิตอาหารมากถึง 85% แต่ผลผลิตที่ได้ไม่สามารถวางขายในห้างสรรพสินค้าเหมือนผู้ผลิตรายใหญ่ บริษัทจึงมีความตั้งใจที่จะส่งมอบเมล็ดพันธุ์ที่ดีที่สุด ทนทานต่อสภาพอากาศ โรค และแมลง รวมทั้งมีคุณค่าทางโภชนาการ เพื่อสนับสนุนเกษตรกรเหล่านี้

“ในโอกาสบริษัทครบรอบ 35 ปี นี้ เราตั้งใจจะเป็นบริษัทผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ผักเขตร้อนที่มีความสำคัญบริษัทหนึ่งในโลกที่จะมีส่วนช่วยในการผลักดันเศรษฐกิจ สร้างคุณค่าทางสังคม และเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดให้กับเกษตรกรรายย่อยตลอดไป

เกี่ยวกับการครองใจเกษตรกรเป็นบริษัทผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ผักอันดับ 1 ของประเทศไทย คุณวิชัย ได้กล่าวเสริมในตอนท้ายว่า เป็นเพราะวิสัยทัศน์ของผู้ก่อตั้งและผู้บริหารบริษัทที่ยึดมั่นในเรื่องของการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ โดยมีศูนย์วิจัยและพัฒนาของบริษัทตั้งอยู่ใน จ.เชียงใหม่ ชื่อว่า “ศูนย์วิจัยไซมอน กรูท” ซึ่งได้ตั้งชื่อตามผู้ก่อตั้งบริษัท หรือในอีกชื่อหนึ่งว่า “ฟาร์มเลิศพันธุ์” โดยใช้เงินลงทุนทางด้านงานวิจัยและพัฒนาประมาณ 11-15% ของรายได้ทุกปี

“การวิจัยและพัฒนามีประโยชน์ในการช่วยสนับสนุนการผสมพันธุ์ผักทางธรรมชาติ เช่น การใช้เครื่องหมายโมเลกุล (Molecular Marker) และการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ (Tissue Culture) เพื่อช่วยให้นักพัฒนาสายพันธุ์ผักคัดเลือกสายพันธุ์ได้ตรงตามลักษณะที่ต้องการ ซึ่งที่ผ่านมามีคำถามว่าเราจำเป็นต้องพึ่งพาการตัดเเต่งพันธุกรรม (GMOs) หรือไม่ ก็ตอบได้เลยว่าเทคโนโลยีของเราก้าวไกลเกินกว่าที่จะมองในจุดนั้นแล้ว” คุณวิชัย กล่าวในที่สุด

ที่มา เกษตรก้าวไกล

ข่าวเกษตร